 |
 
ผมเชื่อว่าความสําเร็จของชีวิตคนเราจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสามารถเชื่อมต่อจุดให้เป็นภาพได้ ถ้าทําได้คุณจะมีความมั่งคั่งใหม่ เพราะคุณมีความสามารถในสิ่งที่คนอื่นไม่มีหรือมีน้อยกว่า
การเชื่อมจุดให้เป็นภาพถ้าอธิบายเป็นแนวคิดจะเข้าใจยากมาก ผมขอเล่าเรื่องสักสองเรื่องเพื่อสื่อความหมายของประเด็นดังกล่าว
Steve Jobs ผู้ก่อตั้งและ CEO ของบริษัท Apple บอกว่าเมื่อเขาอายุได้ 17 ปี เขาไปเรียนในมหาวิทยาลัย Reed เข้าเรียนได้เพียงเทอมเดียวก็ลาออกเพราะเขามีความเห็นว่าวิชาที่เรียนไม่น่าจะมีประโยชน์อะไรกับเขาเลย
หลังจากหยุดเรียน เขาไปพักอาศัยกับเพื่อนในหอพัก แล้วแอบไปเรียนวิชา Calligraphy ในมหาวิทยาลัย วิชานี้ว่าด้วยศิลปะในการสร้างความสวยงามให้กับตัวอักษร Steve Jobs บอกว่าตอนที่เขาเรียน เขาไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เขาเรียนจะเป็นประโยชน์อะไรกับชีวิตของเขา
เมื่อ Steve Jobs ตั้งบริษัท Apple ร่วมกับ Steve Wozniak และประดิษฐ์คอมพิวเตอร์ Macintosh ออกขายในปี 1984 เขาเอาความรู้เรื่อง Calligraphy มาพัฒนาให้ตัวอักษรในเครื่อง Macintosh มีความสวยงามที่แตกต่างไปจากคอมพิวเตอร์ของคู่แข่ง
นับได้ว่า Macintosh คือคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกที่ให้ความพิถีพิถันกับความสวยงามของตัวอักษร ถ้าใครเคยใช้ Software ของ Apple และของ Window จะเข้าใจถึงความสวยงามของตัวอักษรที่เห็นได้อย่างชัดเจน
และ Steve Jobs ให้ความเห็นว่า “Life is about connecting the dots” ชีวิตคือการเชื่อมต่อจุดให้เป็นภาพ บนเส้นทางของชีวิต เราต้องมีความเชื่อมั่นในตัวเอง ทําสิ่งที่เราอยากทํา กล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง ไม่จําเป็นที่จะต้องเหมือนกับคนอื่น เพราะสิ่งที่เราเรียนรู้ตลอดเส้นทางของความเป็นเรา สุดท้ายมันจะสามารถเชื่อมต่อมาเป็นภาพได้
และการเชื่อมจุดให้เป็นภาพจะทําได้เมื่อเรามองย้อนหลัง ไม่ใช่มองไปข้างหน้า
เมื่อผมเป็นวัยรุ่น ผมไม่ชอบเรียนวิชาท่องจําทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ ภาษาไทย และที่หนักข้อที่สุดคือชีววิทยา ผมเชื่อว่าสมองมีไว้คิด ไม่ได้มีไว้จําสิ่งที่เราไม่อยากจะจํา ดังนั้นตอนที่เพื่อนๆ เรียนวิชาเหล่านี้ ผมจะเอาหนังสือ IS Song Hits และ Starpics มาอ่านในห้องเรียน ในช่วงที่เพื่อนๆ ผมท่องจําเส้นประสาทต่างๆ ของมนุษย์ ผมจะท่องจําอันดับเพลง Billboard และ Cash box ประจําสัปดาห์ ศึกษาประวัติของวงดนตรีที่ผมสนใจ ไม่ว่าจะเป็น Crosby, Stills & Nash หรือ Cat Steven ด้วยความอยากรู้เมื่อผมอ่านประวัติของวงดนตรี ผมจะค้นหารายละเอียดของคนเหล่านั้นให้ลึกไปมากกว่าที่จะรู้อย่างผิวเผิน ด้วยการอ่านจากเล่มหนึ่งไปหาอีกเล่มหนึ่ง แล้วนําข้อมูลเหล่านั้นมาร้อยเรียงกันให้มีความเชื่อมโยงของข้อมูล
ผมทําเรื่องนี้ด้วยความสนใจส่วนตัว และไม่รู้ว่ามันจะมีประโยชน์อะไรกับตัวผมในภายภาคหน้า
เมื่อหกปีที่แล้ว หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจเชิญให้ผมมาเขียนบทความ วันนั้นผมตกปากรับคําเพราะสาเหตุอะไรก็ไม่ทราบ ด้วยความที่ไม่ใช่เป็นนักเขียน ผมต้องพัฒนาความสามารถในการเขียนเริ่มจากการเป็นนักเรียนอนุบาล คราวนี้ความรู้เรื่องดนตรีเป็นจุดที่ผมนํามาต่อเป็นภาพ นี่เป็นที่มาของลีลาในการเขียนที่ไม่เหมือนใคร
|
 |
|
 |
 |
ประการแรก เนื่องจากผมจําชื่อเพลงในยุค 60/70 และเนื้อเพลงได้มาก ผมนําสิ่งเหล่านั้นมาเป็นสํานวนในการเขียน เป็นรูปแบบที่ไม่มีใครเหมือน ตัวอย่างเช่นเมื่อปีที่แล้ว ผมออกหนังสือเล่มใหม่ชื่อ “Downturn is your turn” และบทแรกผมตั้งชื่อว่า “นักโต้คลื่น” ซึ่งแปลมาจากเพลงของ The Doors ที่มีชื่อว่า “Riders on the storm”
วิธีการเขียนของผมมีลักษณะพิเศษเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่ง แล้วขมวดให้เป็นเรื่องเดียวกัน นี่ก็มาจากวิธีการที่ผมศึกษาประวัติของวงการเพลง เป็นการร้อยเรียงข้อมูลจากหนังสือเล่มหนึ่งเข้ามาเชื่อมกับอีกข้อมูลหนึ่ง แล้วทําให้อ่านง่าย ไม่ซับซ้อน
ถ้าผมไม่อ่านหนังสือ Starpics อย่างเป็นบ้าเป็นหลัง ไม่ท่องจําชื่อเพลงกับประวัติของวงดนตรีเมื่อตอนเป็นวัยรุ่น ผมคงไม่สามารถสร้างงานเขียนที่มีลายเซ็นต์ของตัวเองได้
ชีวิตจึงเป็นการเชื่อมต่อจุดให้เป็นภาพ
จุดคือการเรียนรู้ด้วยสมองซ้าย แล้วเก็บจุดเหล่านั้นไว้ใน Memory file เมื่อเวลาผ่านไปจุดเหล่านั้นจะมีเต็มไปหมดในสมองของเรา เมื่อถึงคราวที่จะหยิบนํามาใช้ อย่าเอามาใช้แบบเป็นจุดๆ ต้องเอาจุดเหล่านั้นมาร้อยเรียงวางลงบนผืนผ้า ถ้าวางเรียงจุดได้เก่ง ก็จะรู้ว่าจะต้องเรียงจุดไหนก่อนและจุดไหนอยู่หลัง สุดท้ายใช้สมองขวาเชื่อมโยงจุดเหล่านั้นให้เป็นภาพ ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ ภูเขา หรือภาพเครื่องบิน
ผมเล่าอย่างนี้เพื่อเป็นการเปรียบเทียบว่าคุณค่าของความเป็นจุดกับคุณค่าของภาพมีความแตกต่างอย่างมหาศาล ชีวิตของคนเราจึงมีความจําเป็นอย่างยิ่งต้องเขียนภาพจากจุดที่อยู่ในสมองให้ได้
และนี่เป็นส่วนหนึ่งของ Workshop “คิดและใช้ชีวิตแบบแกะดํา” ของผมที่อยากสอนให้คนไทยพัฒนาความสามารถของสมองขวา ให้ต่อจุดให้เป็นภาพ เมื่อคนเรามีวิธีคิดใหม่ที่คิดเป็นองค์รวม จะเกิดมุมมองใหม่ที่นําไปสู่ความสุขในการดํารงตน และเกิดศักยภาพใหม่ในการทําธุรกิจ ช่วยสร้างความมั่งคั่งใหม่ที่ทําให้ธุรกิจคุณเติบโตอย่างน่าตกใจ
ผมทํา Workshop เป็น Public session มาทั้งหมด 3 ครั้ง และครั้งสุดท้ายในปีนี้จะจัดที่โรงแรมเทวาศรม หัวหิน ระหว่างวันที่ 7-9 พฤศจิกายน ใช้เวลาทั้งหมด 2 วัน 2 คืน ที่จัดนอกกรุงเทพฯเพราะต้องการความเงียบสงบเพื่อให้เกิดการรับรู้ได้เร็วขึ้น Workshop ครั้งนี้ของผมจะเป็นส่วนผสมระหว่าง Workshop กับการทํา Clinic เป็นการบรรยายในรูปแบบ Participative forum กับการทําแบบฝึกหัดร่วมกัน ตั้งแต่เรื่องงาน วิธีบริหารธุรกิจ
Workshop นี้ไม่ได้นํามาจากทฤษฎีของหนังสือเล่มไหน แต่เป็นประสบการณ์จริงของผมที่ลองผิดลองถูกมาตลอดเส้นทางชีวิต และนํามารวบรวมเป็นกระบวนการในการคิด พัฒนาเป็นหลักสูตรที่ต้องการถ่ายทอดให้กับสังคมไทย
ผมไม่ได้ทําเรื่องนี้เพราะมุ่งหวังอยากจะค้าขาย แต่ผมมีความตั้งใจอยากเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้ดีขึ้นกว่าเดิม บนหลักการที่ว่า เปลี่ยนวิธีคิด แล้วผู้คนจะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิต แล้วประเทศไทยจะแข็งแรงมากขึ้นกว่าเดิม
ต้องการเข้าร่วม Workshop ดังกล่าว ติดตามรายละเอียดได้ที่ www.blacksheep.co.th/workshop
|
|
|
|
|
 |
|
 |
 |
 |
เหตุการณ์เผาบ้านเมืองในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เป็นจุดต่ำสุดของชาติที่คนไทยใช้ความขัดแย้งทําลายล้างกันเอง พวกเราถามตัวเองว่าเมืองไทยจะเดินหน้าอย่างไร นี่เป็นที่มาของคําคําหนึ่งที่พวกเราอยากจะชักชวนให้คนไทยมาร่วมกันรวมพลังพลิกสถานการณ์ของประเทศ
ผมและหุ้นส่วนไม่เพียงคิด แต่จัดทําหนังสือ “คู่มือสร้างชาติ” แจกให้กับคนไทยที่สนใจ เพื่อปลุกระดมคนไทยมารวมพลังลงแขกสร้างชาติ พวกเราเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงประเทศนี้เกิดจากการพึ่งพาตัวเอง ถ้าพวกเราอยากเห็นสังคมไทยหลุดจากการติดหล่ม ทุกคนต้องลงมือสร้างสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวของพวกเราเอง
หนังสือเล่มนี้กําลังอยู่ในขั้นตอนของการพิมพ์ คิดว่าภายในกลางเดือนนี้จะสามารถแจกได้ โดยผมมีวิธีแจกสองรูปแบบ แจกเป็นหนังสือซึ่งผมพิมพ์ทั้งหมด 20,000 เล่มโดยสถานที่ในการแจกผมจะแจ้งให้ทราบในอาทิตย์หน้า วิธีที่สองผมจะแจกเป็น E-book โดยทุกท่านสามารถ Download จาก Website ที่ผมจะแจ้งให้ทราบในอาทิตย์หน้าเช่นเดียวกัน
มีแรงออกแรง มีความคิดออกไอเดีย มีเงินช่วยออกเงิน ช่วยกันเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้นกว่าเดิม
ประเทศไทยต้องไม่เหมือนเดิมครับ
|
 |
 |
ผู้อ่านที่ต้องการมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย เข้าไปในทุ่งหญ้าแห่งการเปลี่ยนแปลงได้ที่ www.blacksheep.co.th/changingfield หรือที่ www.facebook.com/prasertblacksheep
|
 |
|
|
|
 |