อาทิตย์นี้แขกรับเชิญของผมเป็นชาวต่างชาติ แขกคนนี้ผมไม่ได้สัมภาษณ์เอง แต่นำประวัติของเธอมาจากหนังสือ My big idea ที่แต่งโดย Rachel Bridge และเรื่องราวของแขกแกะดำคนนี้เป็นเรื่องเหลือเชื่อ

Judy Craymer เป็นคนชนชั้นกลางที่อาศัยอยู่ด้านเหนือของกรุงลอนดอน ในช่วงที่เธอยังเป็นวัยรุ่นครอบครัวของเธอพาเธอไปชมละครเวทีเรื่อง Oliver ประสบการณ์ครั้งนั้นทําให้เธอตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิต ตั้งเป้าหมายว่าจะยึดอาชีพการแสดงเป็นเครื่องมือในการทํามาหากิน โดยเข้าศึกษาที่ Guildhall School of Music

ตั้งแต่ต้นเธอรู้ตัวดีว่าไม่ต้องการเป็นนักแสดง แต่อยากทำงานอยู่เบื้องหลัง ยึดอาชีพ Stage management เมื่อเธอเรียนจบเธอได้งานในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการเวทีที่โรงละคร Haymarket ที่เมือง Leicester หลังจากนั้นได้มีโอกาสทำงานที่ใหญ่กว่าเดิมไปเป็นผู้ช่วยผู้จัดการเวทีละครเพลงเรื่อง Cats ที่กรุงลอนดอน

จากนั้นเธอโชคดี มีโอกาสทำงานกับ Tim Rice ซึ่งเป็นนักเขียนเพลงระดับโลก Tim Rice คือคนที่ประพันธ์เพลงร่วมกับ Andrew Lloyd Webber ทั้งคู่คือคนทำเพลงให้กับละครเวทีระดับโลกอย่างเช่น Jesus Christ Superstar และ Evita

นี่เป็นจุดหักเหทำให้ Craymer มีโอกาสพบกับ Bjorn Ulvaeus และ Benny Anderson อดีตสมาชิกของวงดนตรี ABBA เนื่องจากทั้งคู่มาทำงานเพลงร่วมกับ Tim Rice ในละครเวทีเรื่อง Chess

เธอยอมรับว่าเธอไม่ได้เป็นแฟนเพลงของ ABBA แต่หลังจากได้เจอกับอดีตสมาชิกของวง เธอมีความคิดที่จะนำเพลงทั้งหมดของ ABBA มาสร้างเป็นภาพยนต์เพลง เธอใช้เวลาเป็นวันๆ นำเพลงของ ABBA มาฟังอย่างตั้งใจ แล้วเริ่มนำเพลงมาประกอบและร้อยเรียงกันให้มีเนื้อเรื่อง

หลายปีผ่านไป เธอรวบรวมความกล้าแล้วไปคุยกับ Ulvaeus และ Anderson เพื่อขอนำเพลงของ ABBA มาสร้างเป็นหนังเพลง ทั้งคู่มีความประหลาดใจ แล้วบอกว่ายินดีที่จะพิจารณาข้อเสนอ

Craymer ใช้เวลา 10 ปีแรกในการสร้างฝันของเธอให้เป็นจริง แต่ก็ไม่เป็นผล สุดท้ายในปี 1995 เธอเปลี่ยนใจนำเพลงของ ABBA มาทำเป็นละครเวที โดยที่ Ulvaeus และ Anderson บอกกับเธอว่ายินดีให้ลิขสิทธิ์เพลงทั้งหมดกับเธอ ถ้าเธอสามารถสร้างพล็อตเรื่องที่ดีให้กับละคร

Craymer ตัดสินใจลาออกจากงาน แล้วเริ่มโครงการนี้ทันที เธอจ้างคนมาเขียนบทละคร ซึ่งโครงเรื่องจะเป็นเรื่องราวของแม่ลูกคู่หนึ่ง ในขณะเดียวกันคนรอบตัวให้คำแนะนำให้เธอถอนตัวจากโครงการ เพราะความทุ่มเทของเธออยู่บนความเสี่ยง เนื่องจาก Ulvaeus และ Anderson ยังไม่มอบลิขสิทธิ์เพลงมาให้เธอ


Craymer ได้ยินในความหวังดี แต่ตัดสินใจเดินหน้าต่อ

เธอจ้างทีมงานความคิดสร้างสรรค์เพื่อสานต่อโครงการ เริ่มจ้างทนายความเพื่อมาดูข้อสัญญา ในปี 1997 เธอต้องขายบ้านเพื่อนํามาใช้เป็นทุนทรัพย์ในการทํางาน

ลูกอึดของเธอเริ่มส่งผล ในปลายปี Ulvaeus และ Anderson ปล่อยลิขสิทธิ์เพลงของ ABBA ให้ Craymer มาทําละครเวที

ความลำบากยังไม่สิ้นสุด

เธอต้องหาเงินเป็นจำนวนมากกว่า 3 ล้านปอนด์มาใช้ในการผลิตละครเวทีเรื่องนี้ที่ตั้งชื่อว่า Mamma Mia! หลังจากใช้เวลาเจรจาอยู่นาน เธอได้การสนับสนุนทางการเงินจาก Polygram ซึ่งเป็นค่ายเพลงที่ ABBA สังกัดอยู่โดยให้มา 1.5 ล้านปอนด์

และ Ulvaeus กับ Anderson ยังไปช่วยเจรจากับธนาคารในสวีเดนให้การสนับสนุนทางการเงินในส่วนที่เหลือ

ในเดือนเมษายน 1999 ละครเพลง Mamma Mia! เริ่มแสดงเป็นครั้งแรกที่ West end ในกรุงลอนดอน หลังจากนั้นผลงานของ Craymer ก็ดังทะลุฟ้า ในช่วงสิบปีแรกทำเงินไปได้กว่าหนึ่งพันล้านดอลลาร์ เปิดการแสดงในกว่า 120 เมืองทั่วโลก และมีคนชมละคร Mamma Mia! ไปแล้วกว่า 24 ล้านคน

ในปี 2005 บริษัท Littlestar ที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ละครเพลง Mamma Mia! มีรายได้มากกว่า 23 ล้านปอนด์ ซึ่ง Craymer ถือหุ้นในบริษัทนี้ครึ่งหนึ่ง และผู้คนที่มาช่วย Craymer ปั้นผลงานนี้ในช่วงปากกัดตีนถีบกลายเป็นเศรษฐีไปหมด

ในปี 2008 ฝันของ Craymer เป็นจริง เมื่อ Hollywood นําละครเวที Mamma Mia! ไปสร้างเป็นภาพยนต์ที่แสดงนําโดย Meryl Streep และ Pierce Brosnan มาถึงทุกวันนี้ผลงาน Mamma Mia! ทั้งละครและภาพยนต์ทําเงินไปแล้วกว่า 2,500 ล้านดอลลาร์

ทําให้ Judy Craymer กลายเป็นมหาเศรษฐีคนหนึ่งในประเทศอังกฤษด้วยทรัพย์สินกว่า 75 ล้านปอนด์

เธอบอกว่าเบื้องหลังความสำเร็จมาจากความเชื่อ เธอเลือกที่จะโฟกัสทำของสิ่งเดียวให้ดีที่สุด เธอเลือกที่จะเป็นนายของตัวเอง เพราะไม่ต้องไปฟังคำสั่งของใคร ฟังเพียงเสียงของตัวเอง

ด้วยความเชื่อมั่น ไม่ท้อถอยต่อความยากลำบาก กล้าเดินหน้าข้ามทุกอุปสรรค ทําให้เธอประสบความสำเร็จอย่างเหลือเชื่อ




คนเราจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างหรือเถ้าแก่ ต้องมีคุณสมบัติพิเศษ 3 ประการคือ หนึ่งเป็นฟองน้ำ สองเป็นนักสืบ สามเป็นนักมายากล ฟังดูอาจจะงงๆ ผมขอขยายความให้ฟัง

ลักษณะของฟองน้ำคือเป็นคนช่างสังเกต เลือกที่จะดูดซับทุกอย่างที่มีประโยชน์ไปเก็บไว้ในตัวเรา ด้วยการอ่านหนังสือ คุยกับคน ดูหนัง ฟังเพลง แม้แต่ไปเที่ยวก็ต้องทําตัวเป็นฟองน้ำ และการจะเป็นฟองน้ำที่ดีต้องเป็นฟองน้ำที่มีกระดูกสันหลัง คือต้องรู้ว่าตัวเองสนใจอะไร ถ้ารับเข้ามาทุกเรื่องมันจะท่วมสมอง

ถ้าคุณเคยดูหนังนักสืบ คุณจะรู้ว่านักสืบที่เก่ง เพราะเขาเป็นคนขี้สงสัย รู้จักตั้งคำถาม ที่เป็นคำถามเปิด เพราะการตั้งคำถามที่ถูกต้อง จะนําไปสู่การค้นหาคำตอบได้ในที่สุด คุณจะไม่เคยเห็นนักสืบในหนังเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ถามผู้ต้องสงสัยว่า “ตกลงคุณทำผิดหรือเปล่า” แต่นักสืบที่ฉลาดจะถามดักหน้าดักหลัง และดูคำตอบว่ามีจุดโหว่ตรงไหน ทำให้เกิดช่องทางที่จะทำให้เขาสืบต่อได้ว่าคนคนนั้นผิดจริงหรือไม่

ในการทำงานก็เช่นเดียวกัน เราต้องเป็นนักสืบ ถามว่า “ทําไม” อย่าไปถามว่า “อะไร” ใครต้องการเข้าใจพลังของการตั้งคำถาม ให้ไปหาภาพยนต์เรื่อง Frost/Nixon มาดู ดูอย่างน้อยสองรอบ แล้วตั้งใจฟังคำถามของนักข่าวที่ชื่อ Frost แล้วท่านผู้อ่านจะเข้าใจความหมายของประโยคที่ว่า “ชีวิตคือการรู้จักตั้งคำถาม”

สุดท้ายเราต้องเป็นนักมายากล สามารถเสกเครื่องบินให้หายไป เปลี่ยนกระดาษให้เป็นธนบัตร โดยไม่ใครรู้ว่าเราทำได้อย่างไร นี่เป็นข้อเปรียบเปรยว่าคนที่ประสบความสำเร็จเป็นเพราะเขาสามารถทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เกิดขึ้นได้

ถามว่าแล้วทำอย่างไร ไม่มีใครตอบได้ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับเทคนิคและความสามารถของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน