ผมพบกับคุณจุไรรัตน์ ชัยพิพัฒน์ ในงานเสวนา “คิดให้เป็นแกะดํา” ที่ไปบรรยายให้สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องเรือนไทยเมื่อปีที่แล้ว คุยกันได้แค่ครู่ใหญ่ผมบอกว่าเธอคือแกะดําตัวจริงที่หาได้ยากในสังคมไทย จึงขอไปเยี่ยมเธอที่ทํางานเพื่อขอนําวิธีการบริหารธุรกิจของเธอมาเล่าให้ผู้อ่านฟัง

เธอเรียนจบบัญชี แล้วมาเริ่มชีวิตครอบครัวโดยสามีทําอิฐบล็อก ส่วนเธอไปเป็นมนุษย์เงินเดือนในแผนกบัญชี

ธุรกิจของสามีเริ่มต้นเป็นเพียงเพิงหมาแหงนที่ซอยสุขุมวิท 101/1 ทําอิฐบล็อกส่งให้ญาติที่กําลังก่อสร้างโรงแรม ส่วนเธอมีวิธีทํางานที่แตกต่างจากคนไทยทั่วๆ ไป มีฐานะเป็นลูกจ้าง แต่ทํางานเสมือนหนึ่งเป็นธุรกิจของตนเอง ทุ่มเทแบบสองร้อยเปอร์เซ็นต์

อยู่มาวันหนึ่งร่วมกันคิดกับสามีว่าธุรกิจอิฐบล็อกคงไปไม่ได้ไกล เลยจะเปลี่ยนมาทําธุรกิจขายวัสดุก่อสร้าง โดยก่อตั้งบริษัท Deco Enterprises ไปบอกนายจ้างว่าจะลาออกเพื่อไปทําธุรกิจของตนเอง นายจ้างถามว่าแล้วมีเงินทุนเพียงพอที่จะเริ่มต้นแล้วยัง คําตอบคือยังไม่พอ นายจ้างเลยเซ็นต์เช็คเป็นเงินจํานวนหนึ่งให้ยืมเป็นทุนตั้งต้น แล้วขอร้องว่าให้เธออยู่ช่วยงานต่อสักระยะหนึ่ง

นี่เป็นตัวอย่างที่ดีที่ยืนยันความเชื่อของผมว่า ถ้าคนเราขับเคลื่อนสู่ความเป็นเลิศ แล้วโลกจะดูแลประโยชน์ให้เราเอง

ด้วยความเป็นคนไม่หยุดนิ่ง ชอบเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา หลังจากที่มาทําธุรกิจของตนเอง เธอเข้าร่วมกิจกรรมของสํานักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เพื่อค้นหาว่ามีโอกาสทางธุรกิจอะไรใหม่ๆ สําหรับเธอหรือไม่ มีอยู่คราวหนึ่งเดินทางไปดูงานที่ประเทศเยอรมัน

แล้วทําให้ชีวิตของเธอเปลี่ยนไปแบบ 180 องศา

สิ่งที่เห็นคือการทําไม้ Glulam ซึ่งเป็นการเอาไม้ชิ้นเล็กๆ หลายๆ ชิ้นมาต่อกันเป็นไม้ชิ้นใหญ่ ไม้ Glulam คือ Engineered wood เป็นไม้ที่มีความเสถียร ไม่บิด ไม่งอ เพราะไม้ชิ้นเล็กแต่ละชิ้นจะไม่บิดงอ ดังนั้นเมื่อนํา มาต่อเป็นชิ้นใหญ่ คุณสมบัตินี้ยังจะคงอยู่ ความอัศจรรย์ที่เธอไปเห็นมาคือที่เยอรมันเขาใช้ไม้ Glulam เป็นคานในอาคารยาว 30 เมตรโดยไม่มีเสามารับน้ำหนักเลย

กลับมาที่เมืองไทย เธอนั่งคิดว่าแล้วจะนําสิ่งที่เห็นมาประยุกต์ใช้ในบ้านเราได้อย่างไร เพราะไม้ Glulam ที่ต่างประเทศทําจากไม้เนื้ออ่อน แต่ถ้าเป็นเมืองไทยวัตถุดิบที่ยอมรับกันในงานก่อสร้างต้องเป็นไม้เนื้อแข็ง

เธอกับทีมงานค้นหากรรมวิธีในการผลิตไม้ Glulam ด้วยตัวเอง ลองผิดลองถูก จนในที่สุดก็ผลิตได้เป็นผลสําเร็จ

เป็นกระบวนการที่คิด แล้วทํา เจอปัญหา คิดทบทวน แล้วหาทางออกใหม่ ทําวนเวียนอย่างนี้อยู่หนึ่งปี

ถือได้ว่าเธอเป็นคนแรกในประเทศไทยที่ผลิตไม้ประเภทนี้ได้ โดยครั้งแรกนํามาผลิตเป็นลูกนอนของบันได

พอนําออกไปขาย ตลาดปฏิเสธที่จะยอมรับกับผลิตภัณฑ์ใหม่ เพราะสังคมไทยชอบกับความเคยชิน คุ้นกับของเก่า รักที่จะวนเวียนอยู่ในวงจรเดิมที่ไร้การพัฒนา

เธอบอกขายไม่ได้ ก็ไม่ท้อ ยินดีอดทนรอ เดินหน้าอธิบายต่อ และหวังว่ามีลูกค้าสักรายหนึ่งที่ให้โอกาสเธอ ข้อดีของของลูกนอนของบันได้ที่ทําจากไม้ Glulam คือจะไม่มีการบิดตัว ซึ่งเธอยินดีรับประกันถึง 2 ปี

ความอดทนเริ่มส่งผลเมื่อลูกค้าที่เธอเคยคุยด้วยเริ่มมีปัญหากับสินค้าที่ใช้อยู่ แล้วลองให้โอกาสกับสินค้าใหม่ที่คุณจุไรรัตน์มีความเชื่อมั่น จากหนึ่งเป็นสองแล้วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อสินค้าเริ่มขายได้ ก็มีคนทําตาม ฟังดูแล้วคุ้นมากสําหรับวิธีการทําธุรกิจแบบเมืองไทย แต่คุณภาพไม่ดีเท่า

ผมถามคุณจุไรรัตน์ว่าเธอมีกระบวนการในการค้นหาวิธีผลิตด้วยตนเองได้อย่างไร ความเป็นคนช่างสังเกต ใฝ่การเรียนรู้ และคิดด้วยตนเองคือปัจจัยหลักที่ทําให้เธอและทีมงานสามารถเอาชนะอุปสรรคได้ และจากการพูดคุยผมต้องยอมรับว่าเธอมีความรู้ในเรื่องไม้ดีมากคนหนึ่ง


จากลูกนอนของบันไดก็พัฒนาเป็นวงกบ เพราะต้องหนีคนอื่นที่ทําตามโดยไม่รู้จักคิดเอง ที่ผลิตเป็นวงกบ เพราะวงกบที่ทําจากไม้ชิ้นใหญ่มักจะมีปัญหาเรื่องการบิดงอ

เหมือนเดิมการตอบรับของวงการก่อสร้างกับนวัตกรรมของเธอคือคําปฏิเสธ หลายคนบอกว่าเธอเอาเศษไม้มาขาย แล้วมันจะไปดีกว่าวงกบแบบเดิมได้อย่างไร

แต่เธอไม่ท้อ ชีวิตมีแต่เกียร์เดินหน้า ไม่มีเกียร์ถอยหลัง

ผมชอบคําพูดของคุณจุไรรัตน์ที่บอกถึงคุณสมบัติที่เป็นข้อด้อยของคนไทยคือ ไม่ชอบค้นคว้า ไม่อยากเรียนรู้ของใหม่ ไม่ยอมเป็นคนแรก และไม่เอาข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยเหตุและผล

จึงยินดีทําตามๆ กันเพียงเพราะเขาบอกว่า ...

สุดท้ายโชคทําให้เธอไปเจอกับวิศวกรของบริษัทผู้รับเหมาที่เห็นประโยชน์ของไม้ Glulam ที่จะมาแก้ปัญหาเรื้อรังให้เขา จึงผลักดันให้เธอมีโอกาสไปเสนอเรื่องนี้กับวิศวกรที่ปรึกษาและสถาปนิกออกแบบ เนื่องจากเป็นคนรู้จริงในสิ่งที่ทํา ในที่สุดเธอก็เดินผ่านอุปสรรคทั้งปวงและขายของได้

ขายของได้ ก็ยังไม่จบ เธอแนะนําให้ผู้รับเหมาเปลี่ยนกระบวนการในการติดตั้งวงกบจากแบบเปียกมาเป็นแบบแห้ง เพราะถ้ายังทําเหมือนเดิม วงกบจะมีโอกาสบิดงอได้เพราะกรรมวิธีในการติดตั้งวงกบมีความชื้นสูง เธอกับผู้รับเหมาก็หาทางออกร่วมกัน ทําให้วงกบไม้ Glulam มีคุณภาพเหนือกว่าไม้ธรรมดาสมกับคํามั่นสัญญา

ด้วยความมั่นใจในตัวสินค้า คุณจุไรรัตน์บอกว่าให้เธอเล่าเรื่องเป็นร้อยครั้ง ก็เล่าได้เหมือนเดิม ไม่ว่าลูกค้าจะถามในประเด็นไหน เธอก็มีคําตอบให้หมด

เพราะความรู้จริงในสิ่งที่ทําทําให้เธอรู้ลึก และลงทุกรายละเอียด ทําให้ทุกวันนี้บริษัท Deco Enterprises เปลี่ยนโฉมหน้าของการทําธุรกิจไปอย่างสิ้นเชิง

เริ่มต้นจากธุรกิจขายวัสดุก่อสร้าง ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ที่ทําจากไม้ Glulam กลายมาเป็นธุรกิจหลักขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นวงกบ ลูกนอนบันได หรือพื้น

จากธุรกิจที่เริ่มต้นจากเพิงหมาแหงน วันนี้เป็นโรงงานในพื้นที่กว่า 4 ไร่ในซอยสุขุมวิท 101/1 และมันเกิดขึ้นได้เพราะคุณจุไรรัตน์กล้าที่จะเดินเข้าไปในโลกใหม่ กล้าเดินเข้าไปในความมืดเพื่อหา White space ในการสร้างที่ยืนให้ตัวเอง ไม่หยุดแสวงหาความรู้ และอดทนยินดีรอความสําเร็จไม่ว่ามันจะนานสักแค่ไหน

ผมเดินเข้าไปในโรงงาน เห็นป้ายที่เขียนไว้หน้าโรงงานโดยใช้คําพูดที่น่าสนใจว่า “เลิกบุหรี่และเหล้าเป็นทานให้กับชีวิตและครอบครัว”

ผมถามคุณจุไรรัตน์ว่ามีนโยบายในการบริหารคนในองค์กรอย่างไร คําตอบคือให้ความสําคัญกับ “คุณภาพชีวิต” ของคนที่ทํางานกับเธอ ดูแลเขาเหมือนกับคนในครอบครัว

เธอเชื่อว่าถ้าผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีแล้วคุณภาพของงานมันจะเกิดขึ้นเอง

อีกเรื่องหนึ่งที่ Deco Enterprises ให้ความสําคัญคือให้คนมีการเรียนรู้ เธอบอกว่าสิ่งที่ยอมรับไม่ได้คือคําว่า “ไม่รู้” หรือ “ทําเพราะเป็นการทําตามๆ กัน”

เธอบอกคนงานว่าถ้าไม่รู้ให้หยุดทํา แล้วไปหาคําตอบให้รู้เสียก่อน แล้วค่อยทํา เพราะถ้าทําแบบผิดๆ มันจะสร้างความเสียหายให้กับงาน แล้วต้องกลับมาทําใหม่

ภายในเวลา 15 ปี Deco Enterprises เดินหน้าสร้างธุรกิจได้อย่างมั่นคงเพราะคุณจุไรรัตน์ เลือกที่จะเป็นแกะดําแล้วว่ายน้ำทวนกระแสอันเชี่ยวกรากเพื่อไปหาถิ่นที่อยู่ที่อุดมสมบูรณ์กว่าเดิม

สําคัญคือเธอมีพื้นฐานการศึกษาทางบัญชี



โครงการ 6 วัน 63 ล้านความคิดแสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นมวยของคนในรัฐบาลนี้

ถามว่าทําเรื่องอย่างนี้แล้วจะได้ประโยชน์อะไร

ผมสามารถคาดเดาผลของการสํารวจว่าสังคมไทยต้องการให้รัฐบาลทําอะไร

มันจะบอกว่าพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก คนไทยกินข้าวเช้าประมาณ 7 โมงเช้า ภาคอีสานเป็นดินแดนที่แห้งแล้งที่สุดในประเทศไทย

ข้อมูลเหล่านี้เป็น Know fact เป็นข้อเท็จจริงที่ทุกคนรับรู้กันอยู่แล้ว การสํารวจความคิดเห็นไม่ได้ทําให้รัฐบาลได้ข้อมูลอะไรใหม่ที่ตัวเองไม่เคยรู้ มันเป็นเพียงพิธีกรรมที่สร้างคะแนนนิยมให้กับตัวเอง

ประเด็นที่สองรัฐบาลต้องทําความเข้าใจกับบทบาทของตัวเองในฐานะที่เป็นนักบริหาร ไม่ใช่ตอบสนองเพียงความต้องการของประชาชน แต่มีหน้าที่ในการเดินนําสังคม และการเดินนําหน้าไม่ใช่ไปถามประชาชน เพราะประชาชนคนเดินถนนเป็น Futurist ที่ไม่ได้ความ

ข้อมูลจากประชาชนเป็นเพียงกระจกส่องหลัง คําถามที่รัฐบาลควรจะถามตัวเองก็คือว่าเวลาคุณขับรถ คุณมองกระจกหน้าหรือกระจกหลังมากกว่ากัน

ผมเปรียบเทียบให้เข้าใจหลักการง่ายๆ ว่า ถ้านักการตลาดมีหน้าที่เพียงตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค โลกนี้จะไม่มีพัฒนาการอะไรใหม่ มันก็จะเป็นสินค้าเดิมๆ ที่เพียงแต่แต่งหน้าทาปากใหม่เท่านั้นเอง

ถ้ารัฐบาลอยากจะเข้าใจว่าหน้าที่ในการนําสังคมคืออะไร มันคือการสร้างความมั่งคั่งใหม่ให้กับประเทศนี้ และทําให้คนไทยมีความสุขในการอาศัยในดินแดนสยาม