คุณวิสุทธิ์ โลหิตนาวีเล่าว่าอุตสาหกรรมไวน์ในประเทศไทยเริ่มต้นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เริ่มมาจากการที่ โครงการหลวงส่งเสริมให้คนไทยปลูกองุ่นเป็นพืชทดแทน และทำการค้นคว้าพันธุ์องุ่นที่มาใช้ในการทำ ไวน์ ซึ่งเป็นองุ่นที่แตกต่างจากองุ่นที่ใช้รับประทาน เพราะจะมีรสชาติที่ซับซ้อนกว่า

คุณวิสุทธิ์เริ่มต้นแบบคนทุนน้อย เป็นธุรกิจไวน์ที่เทียบกับคนอื่นแล้วเล็กกว่ามาก โดยพื้นเพคุณวิสุทธิ์ เป็นลูกจ้างมืออาชีพ ทำงานในบริษัทข้ามชาติ ที่ทำธุรกิจไวน์เป็นเพราะความชอบ เขาซื้อที่ที่เขาใหญ่ เริ่มต้นประมาณ 100 กว่าไร่ แล้วเริ่มทำก่อนที่ตนเองจะเกษียณอายุได้ประมาณ 5 ปี ภายใต้ชืึ่อว่า Grammonte

ความตั้งใจคือต้องการทำไวน์ที่มีคุณภาพเลิศ ต้องการเป็นผู้ผลิตที่ดีที่สุด โดยการควบคุมคุณภาพทั้ง ระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ คำว่าครบวงจรหมายถึง

1. ไวน์ดีเริ่มต้นจากพันธ์ุองุ่นที่ดี Granmonte ใช้พันธ์ุองุ่นที่สรรหาและคัดเลือกมาอย่างดีแล้วว่า สามารถใช้ผลิตไวน์รสเยี่ยมได้

2. ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วย การปลูกองุ่นในประเทศไทยเป็นเรื่องไม่ง่าย เพราะองุ่นไม่ใช่พืชพื้น เมือง Granmonte จึงใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงาน เป็นการพลิกแพลงความรู้จากข้างนอก มาใช้ให้เหมาะสมกับตนเอง

ความที่ภูมิอากาศของประเทศไทยไม่เอื้ออำนวยในการปลูกองุ่น คุณวิสุทธิ์จึงสร้างระบบ Micro climate monitoring system เพื่อใช้ในการควบคุณภาพของ End product เป็นระบบที่ประกอบด้วย เครื่องมือวัดความชื้นในดิน วัดค่าแสงแดด วัดทิศทางลม พร้อมเชืึ่อมโยงกับดาวเทียม เพื่อขอข้อมูล จากสถานีตรวจอากาศทั่วโลก ทำให้ทางไร่รู้สภาพของอากาศในอีกสองอาทิตย์ล่วงหน้า

ข้อมูลดังกล่าวมีประโยชน์อย่างไร

ทำให้ไร่ Granmonte สามารถบริหารจัดการการให้น้ำที่เหมาะสมกับความต้องการของต้นองุ่น ไม่มาก เกินไป ไม่น้อยเกินไป มีข้อมูลในมือว่าต้นองุ่นต้องการน้ำมากน้อยแค่ไหนด้วยการวัดความชื้น รู้ล่วง หน้าว่าฝนจะตกมากน้อยแค่ไหนในอีกสองอาทิตย์้ข้างหน้า แล้วจึงมาบริหารจัดการระบบการให้น้ำให้ ถูกต้องและเพียงพอกับความต้องการของผู้รับคือ ต้นองุ่น

เป็นการทำงานที่ไม่ใช้ระบบเดา แต่เป็นกระบวนการจัดการที่เป็นวิทยาศาสตร์ จึงสามารถควบคุม คุณภาพของ End product ได้จริง ไม่ใช่นั่งเทียนทำงาน

คุณวิสุทธิ์บอกว่า “เทคโนโลยีแบบนี้ในต่างประเทศก็มีน้อย ในประเทศไทยนอกจาก Granmonte ยัง ไม่มีใครทำในขั้นที่ Advance ขนาดนี้ การปลูกองุ่นเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่มี คุณภาพที่ดีที่สุดในการผลิตไวน์”

อีกเรี่องหนึ่งที่นำมาใช้คือ Smart vineyard management เป็นกระบวนการในการบริหารจัดการไร่ โดยพึ่งเทคโนโลยี เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในเขตร้อน Granmonte จึงต้องใช้ศาสตร์เฉพาะที่เหมาะ สมกับตัวเอง เก็บข้อมูล เก็บสถิติ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการทดลองต่างๆ จนได้วิธีการผลิตที่เป็น เอกลักษณ์ของตนเอง แม้กระทั่งรถไถยังติดตั้ง GPS เพื่อเก็บข้อมูลประวัติการใช้งาน


บทสรุปของการใช้เทคโนโลยีมาช่วย เพื่อให้รู้ลึกที่สุด รู้ให้ละเอียด ไม่พึ่งเพียงธรรมชาติ แต่พึ่งตัวเอง

3. คุณวิสุทธิส่งลูกสาวไปเรียนวิชา Oenology ที่ประเทศ Australia วิชานี้คือศาสตร์ว่าด้วยการทำไวน์ ตั้งแต่การปลูกองุ่น การสร้างสูตรไวน์ และการตลาด คุณวิสุตา โลหิตนาวีจึงเป็น Wine maker คน แรกและคนเดียวในประเทศไทย เธอบอกว่าการจะเป็น Oenologist ที่ดีได้ต้องเป็นคนนำเรื่อง ศาสตร์และศิลป์มาผสมกันให้ลงตัว

นี่คือวิธีคิดของคุณวิสุทธิ์ในการทำงานที่มุ่งความเป็นเลิศ ควบคุมตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ พึ่งตัว เอง เพื่อให้ไวน์ Granmonte เป็นที่หนึ่งในเมืองไทย

ทุกวันนี้ Granmonte ได้รับรางวัลจากเวทีประกวดนานาชาติไปกว่า 30 รางวัล เฉพาะปีนี้ปีเดียวได้ รางวัลไปแล้ว 8-9 รางวัล

ในเวลา 11 ปีเริ่มต้นจากจุดศูนย์ และยอดขายของ Granmonte ในปีที่ผ่านมามีมูลค่า 40 ล้านบาท/ปี และกำลังเตรียมแผนงานที่จะส่งออกสินค้าไปที่ประเทศฝรั่งเศส

เริ่มต้นจากความชอบ ด้วยความมุ่งมั่นต้องการสร้างความเป็นเลิศ ไม่ใช่ต้องการเพียงแค่ทำไวน์ แต่ ต้องการทำ Granmonte ให้เป็น Boutique wine

ผมถามคุณวิสุทธิ์ว่าตอนเริ่มต้นมีการวางแผนธุรกิจอย่างไร คำตอบของคุณวิสุทธิ์คือ “คิดมากไม่ได้ทำ” และ “Who dares win” ซึ่งคุณสกุณา โลหิตนาวีภรรยาของคุณวิสุทธิ์ขยายความเพิ่มเติมว่า “คุณวิสุทธิ์ ไม่เคยมี Feasibility study คิดแล้วทำเลย”

ผมขอสรุปบทความนี้โดยนำ Quote จาก Diane Roger มาเล่าให้ผู้อ่าน

“Your hopes, dreams and aspiration are legitimate.

They are trying to take you airborne, above the storm, above the clouds.

If you will only let them.”











ผมมืโอกาสคุยกับคุณนภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์และมีข้อสรุปว่าคุณนภพัฒน์จักษ์คือนักข่าวแกะดำที่แตก ต่างจากนักข่าวแกะขาวที่มีอยู่ดาษดื่นในเมืองไทย

เขาเป็นแกะดำเพราะคุณนภพัฒน์จักษ์เลือกที่จะทำข่าวให้เป็นคน ยึดหลักมนุษย์ในการทำงาน ลืมเรื่อง การเมือง ใช้ความเป็นคนเป็นเครืึ่องมือในการทำงาน

ความเป็นแกะดำของคุณเอมสามารถเข้าใจได้ผ่านคำพูดของเขาข้างล่างนี้

“ผมไม่ได้เรียนวารสารมาก ไม่รู้หรอกว่าหลักคิดเป็นยังไง แต่คิดง่ายๆต้องรายงานให้คนมองไปข้าง หน้า ลดทอนความเกลียดชังทางสังคม”

“ลงภาพเด็ก ผู้หญิง เยอะๆ ให้ ศอฉ. และแกนนำคิดใหม่ เป็นหลักง่ายๆ ใช้ความเป็นคน เข้าไปนั่งใน จุดที่คนอยู่ สะท้อนความเป็นคนออกมาในข่าว”

“สื่ออยู่ในกรอบของระบบทุน เอาใจภาครัฐ เพราะเกี่ยวพันโดยตรงกับความเป็นอยู่ของสื่อ เพื่อความ อยู่รอดของตนเอง”

“ผมรายงานแบบไม่เกาะกระแส เก็บสิ่งรอบๆตัวมาเล่า เช่นเหตุการณ์เงียบสงัดก็รายงานได้ ในขณะที่ คนอื่นอาจรายงานแต่เหตุการณ์ Highlight”

“ต้องการลดทอนความเกลียดชังของสังคม เกลียดไปก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น”

“ความคิดทางการเมืองอย่าให้มันมาอยู่เหนือความเป็นคนของเรา ผมจะไม่สบายใจเลยถ้าได้ยินว่า น่า จะยิงให้ตายๆให้หมด มันไม่ใช่ความเป็นคน เรื่องการเมืองมันซับซ้อน อย่าทำให้ความเป็นคนด้อยลง”

“ทันทีที่คุณตกไปอยู่ในหลุมพลางนั้น คุณก็ตกเป็นเหยื่อของการเมือง ตกเป็นเหยื่อของทักษิณ ของ อภิสิทธิ อย่าให้มันเป็นอย่างนั้น

“Nation สอนให้ผมเป็นตัวของตัวเอง”

“ขยันในการใฝ่รู้เรื่องข่าว แต่ก็ต้องขยันในการใฝ่รู้เรื่องความคิดด้วย”

ด้วยวิธีคิดในการทำข่าวที่แตกต่าง ทำให้คุณนภพัฒน์จักษ์มีความโดดเด่นในการเสนอข่าวใน เหตุการณ์ไม่สงบในช่วงเดือนพฤษภาคม และทุกวันนี้มีเขามี Follower อยู่กว่า 17,500 คนใน Twitter

ติดตามผลงานของคุณเอมได้ทาง Nation Channel