ในวงการโฆษณาและการถ่ายภาพ Chamni’s eye ถือได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกสร้างมิติใหม่ของธุรกิจถ่ายภาพ ผมมีโอกาสคุยกับผู้ร่วมก่อตั้ง Chamni’s eye คุณสุวรรณี สุวรรณแสงโรจน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท และคุณชํานิ ทิพย์มณี ซึ่งเป็นช่างภาพระดับแนวหน้าของประเทศ

จึงได้เรียนรู้ถึงแนวคิดที่แตกต่างซึ่งเป็นตัวนําพาให้ธุรกิจประสบความสําเร็จแบบเกินความคาดหมาย

18 ปีที่แล้วเป็นจุดตั้งต้นของ Chamni’s eye โดยทั้งสองคนเปิด Studio เล็กๆ รับงานถ่ายภาพโฆษณา ทุนตั้งต้นได้มาจากการที่คุณชํานิขายรถของตนเอง ได้เงินมา 90,000 บาท ส่วนคุณสุวรรณีให้คุณแม่เล่นแชร์เพื่อนําเงินมาลงทุนทําธุรกิจ

ธุรกิจเดินหน้าพอไปได้ จนในที่สุดก็เปิดเป็นบริษัท โดยอุปนิสัย คุณสุวรรณีเป็นคนช่างสังเกต ชอบเรียนรู้มีอยู่ครั้งหนึ่งอ่านนิตยสารแล้วพบคําว่า Representative กับคําว่า Agent ของช่างภาพ ก็ไม่เข้าใจความหมายจึงไปถามผู้รู้ในวงการ จึงทราบว่าในต่างประเทศช่างภาพฝีมือดีๆ จะไม่รับงานตรงจากลูกค้า แต่จะแต่งตั้งตัวแทนเป็นคนรับงานแทน

อีกครั้งหนึ่งคุณสุวรรณีไปทํางานที่ Studio ถ่ายภาพใน New York แล้วพบว่า Studio แห่งนั้นมีห้องถ่ายภาพอยู่หลายห้องใน Studio นั่นหมายความว่าช่างภาพในต่างประเทศจะไม่เป็นศิลปินเดี่ยว แต่ทํางานเป็นกลุ่ม จึงมีห้องถ่ายภาพหลายห้องใน Studio เดียวกัน

คุณสุวรรณีตั้งคําถามว่าแนวคิดอย่างนี้สามารถนํามาใช้ในเมืองไทยได้หรือไม่ คําตอบจากผู้รู้คือ “เป็นไปไม่ได้” เพราะไม่ใช่ประเพณีปฏิบัติของวงการถ่ายภาพในบ้านเรา

ปี 1997 คือช่วงเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ Chamni’s eye ในทุกๆ ปี คุณชํานิจะเดินทางไปต่างประเทศปีละหนึ่งครั้งเพื่อหาวัตถุดิบในการทํางานและเติมพลังให้กับตนเอง การพักร้อนแต่ละครั้งก็ใช้เวลาพอสมควร ทําให้เกิดปัญหาว่าในช่วงเวลาดังกล่าวบริษัทจะขาดรายได้ คุณสุวรรณีและคุณชํานิจึงนําแนวคิดที่เคยคุยกันไว้นานแล้ว มาเป็นหนทางในการแก้ปัญหา โดย Reposition บริษัท Chamni’s eye เป็น Production house ของการถ่ายภาพ

คําว่า Production house คืออะไร เป็น Studio ถ่ายภาพที่รวบรวมช่างภาพฝีมือดีหลายๆ คนมาทํางานในที่เดียวกัน มีห้องถ่ายภาพพร้อมอุปกรณ์ครบครันที่ช่างภาพสามารถทํางานได้หลายๆ คนในเวลาเดียวกัน

จากสิ่งที่วงการบอกว่าเป็นไปไม่ได้ Chamni’s eye กล้าที่จะท้าทายความคิดเหล่านั้น แล้วทําเป็นคนแรก

ผลตอบรับของวงการโฆษณากับรูปแบบของ Production house ออกมาดีมาก Chamni’s eye มีงานเข้ามาไม่ขาดมือ และรายได้ก็โตแบบก้าวกระโดด คุณสุวรรณีและคุณชํานิให้ความเห็นว่าที่มาของความสําเร็จ เป็นเพราะว่า Chamni’s eye สามารถควบคุมมาตรฐานของการทํางาน ในขณะที่รับงานเพิ่มมากขึ้น ทําให้ลูกค้าให้ความไว้วางใจว่ามาที่นี่จะได้คําตอบเสมอ

คุณชํานิ ให้ความเห็นว่าหัวใจที่ทําให้ Chamni’s eye สร้างผลงานคุณภาพได้เป็นเพราะ

1. คนของ Chamni’s eye เป็นคนมีวินัย และนอบน้อม ถ่อมตน

2. ความสามารถในการฟังความต้องการของลูกค้า

3. ความซื่อสัตย์ รักษาคํามั่นสัญญา

และนี่กลายเป็นวิถีในการดําเนินชีวิตของทุกคนที่ Chamni’s eye ทุกวันนี้ Chamni’s eye เป็น Studio ถ่ายภาพระดับแนวหน้าของประเทศ มีช่างภาพ 12 คน และพนักงานกว่า 50 คน มีรายได้ต่อปีกว่า 100 ล้านบาท

ครับคุณอ่านตัวเลขไม่ผิดหรอกครับ 100 ล้านบาทครับ

ผมตั้งคําถามว่าอะไรคือปัจจัยที่สร้างความสําเร็จ ทําให้ Chamni’s eye เดินทางมาได้ยาวไกลขนาดนี้


“ทําเพื่อเลิก” คือคําตอบของคุณสุวรรณี ความหมายก็คือถ้าเจ้าของมีความตั้งใจที่จะทําธุรกิจเพื่อวางมือ พวกเขาต้องดูแลทีมงานให้ดีที่สุดเท่าที่จะทําได้ เพื่อให้คนเหล่านั้นดูแลบริษัทต่อ เจ้าของบริษัทต้องไม่เห็นแก่ตัว และไม่เอาเปรียบลูกน้อง

ในส่วนของการให้ความรู้กับทีมงาน ผู้บริหารต้องบอกให้หมดไส้หมดพุง ไม่เก็บความรู้ไว้กับตัวเพราะกลัวว่าทีมงานจะออกไปทําธุรกิจแข่ง

ด้วยวิธีบริหารงานแบบนี้จึงเปิดโอกาสให้ผู้ก่อตั้งเกษียณตัวเอง แล้วส่งไม้ต่อให้คนรุ่นต่อไปได้ คุณสุวรรณีบอกว่า “เราต้องถอย เพื่อให้คนอื่นขึ้น”

เป็นปรัชญาและตรรกะง่ายๆ

ผมสังเกตว่าที่ Chamni’s eye มีโรงอาหารให้บริการกับพนักงานและลูกค้า เลยถามผู้ร่วมก่อตั้งทั้งสองว่า ทําไมจึงมีบริการอาหารให้กับพนักงาน โรงอาหารเป็นส่วนหนึ่งที่บริษัทต้องการดูแลพนักงานให้ดีที่สุด ไม่ให้พวกเขาต้องกังวลกับเรื่องอื่น ขอให้กังวลเรื่องเดียวคือเรื่องงาน อีกประการหนึ่งบริการอาหารทําให้เกิดประสิทธิภาพของการทํางาน เพราะพนักงานไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทางไปทานอาหารนอกบริษัท

ผู้ร่วมก่อตั้งทั้งสองคนมีความเห็นว่านโยบายในการบริหารบริษัทให้มีความยั่งยืนมาจากความคิดที่ว่า พนักงานคือคนที่มีความสําคัญที่สุดที่บริษัทต้องดูแล และคําว่า “’ขอบคุณ” เป็นคําที่ไม่เพียงพอในการดูแลทุกข์สุขของพนักงาน

อีกประการหนึ่งบริษัทมีความผูกพันธ์กับคําว่า “คุณภาพ” ในสองความหมาย

1. เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

2. ทําวันนี้ให้ดีกว่าเดิม

“ความคิดริเริ่ม” เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สร้างความเติบโตให้กับ Chamni’s eye

เมื่อหลายปีที่แล้ว รายได้ของ Chamni’s eye เริ่มทรงตัว คุณสุวรรณีจึงมีแนวคิดที่จะสร้างรายได้เพิ่ม โดยการเปิดสํานักงานในต่างประเทศ ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการทําธุรกิจนอกประเทศมาก่อน Chamni’s eye สวนกระแสโดยตั้งงบประมาณในการขยายกิจการในต่างประเทศ

หลังจากที่ได้หุ้นส่วนท้องถิ่น Chamni’s eye เปิดสํานักงานถ่ายภาพเต็มรูปแบบในประเทศเวียดนาม ที่เมือง Ho chi minh โดยส่งทีมงานคนไทยไปเป็นผู้บริหาร นอกจากนั้น Chamni’s eye ยังแต่งตั้ง Agent ของบริษัทในประเทศอินเดีย จีน และสิงคโปร์ เพื่อให้ตัวแทนเหล่านั้นเป็นแขนขาทางการตลาดเพื่อป้อนงานให้กับบริษัท

ผมมีโอกาสให้คุณชํานิถ่ายภาพให้ เลยบอกได้ว่าฝีมือที่ไม่ธรรมดาของคุณชํานิน่าจะมาจากความสามารถพิเศษ 3 ประการ

1. มุมมองในการถ่ายภาพที่แตกต่าง นี่เป็นที่มาของคําว่า Chamni’s eye

2. มีเอกลักษณ์ในการทํางานที่รวดเร็วมาก คล่องแคล่ว ว่องไว ผมถามว่าทําได้อย่างไร คุณชํานิบอกว่าถ่ายภาพโดยอาศัยสัญชาตญาณ และส่งความรู้สึกให้ทีมงานรับรู้ ความเก่งของทีมงานคือรู้ว่าช่างภาพกําลังคิดอะไรอยู่ จึงสามารถเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันได้ พูดง่ายๆ คือทีมงานของคุณชํานิทํางานเสมือนหนึ่งเป็นแขนและขา เป็นมวลเดียวกับคุณชํานิ

3. มีความสามารถในการดึงอารมณ์ออกมาจากผู้ถูกถ่ายได้อย่างธรรมชาติ

จากจุดตั้งต้นเล็กๆ และความกล้าที่อยากสร้างสิ่งใหม่ที่ท้าทายความคิดที่เป็นประเพณีปฏิบัติ บวกกับแนวทางการบริหารธุรกิจที่ใช้สามัญสํานึก

ทําให้ Chamni’s eye เป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนแบบมีความสุข




ความรักสบาย
ความรักสงบ
ความเคยชิน
ความอนุรักษ์นิยม
ความประนีประนอม
ความถ้อยทีถ้อยอาศัย
อะไรก็ไม่เป็นไร

นี่คือ Core value ของความเป็นไทย
และเป็นศัตรูตัวร้ายที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง

ในอีกด้านหนึ่งของเหรียญ
ยังไม่เคยเห็นนักการเมืองคนไหนที่มีความกล้าหาญประกาศสงครามกับการทุจริตในระบบราชการ

ยังยินดีที่จะอยู่ในระบบเดิม
อยู่กันแบบสีเทาๆ
อยู่กันแบบปิดตาข้างหนึ่ง ใครจะทําอะไรก็ไม่เป็นไร เพราะยังอยู่ร่วมกันได้

ทั้งๆ ที่นี่คือสาเหตุสําคัญที่ทําให้เมืองไทยติดหล่มมาเกือบสิบปี

แล้วเราจะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ได้อย่างไร อย่าไปหวังพึ่งบริการของคนพันกว่าคนครับ

พวกเราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง

พวกเราต้องเชื่อในศักยภาพของตัวเองว่าสามารถสร้างพลังการเปลี่ยนแปลงได้
จากสิบ เป็นร้อย เพื่อสร้างคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลง

เปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนแปลงชีวิต แล้วประเทศไทยจะเปลี่ยนไป