 |
 
ไสยาสน์ เสมาเงินเป็นศิลปินชื่อดังคนแรกที่ไม่ได้จบมหาวิทยาลัย เขาเรียนจบอุเทนถวาย เมื่อเรียนจบก็ออกมาทํางานกับบรรดาผู้รู้ในวงการสถาปนิก พยายามใฝ่หา ด้วยความคิดว่า “จะเป็นขี้ข้าเขาก็ยอม เพราะอยู่กับคนเก่ง เราจะซึมซับอะไรมาบางอย่าง”
หลังจากนั้นเดินทางไปต่างประเทศเพื่อค้นหา ตอนออกไปโลกกว้างไม่รู้ว่ากําลังใฝ่หาอะไรอยู่ แต่การเดินทางหล่อหลอมให้คุณไสยาสน์รู้จักตัวเองมากยิ่งขึ้น ครั้งหนึ่งเขาเคยไปอยู่กับคนเผ่า Aborigin ที่ประเทศ Australia
หลังจากนั้นเขาคิดว่า “สักวันหนึ่งต้องเป็นศิลปินให้ได้” เขาเริ่มทํางานศิลปะตั้งแต่ไม่มีใครมาสั่งซื้อเลย เขาบอกว่า “ทุกคนมีศิลปะ เพียงแต่ไม่รู้ว่าตัวเองมีอะไร เลยไม่ได้เอาออกมาใช้ และผมค้นพบตรงนั้น”
คุณไสยาสน์บอกว่าความเป็นศิลปินของตนเองเกิดจากองค์ประกอบ 4 ประการ
1. เอาตัวไปอยู่ใกล้คนเก่ง
2. ศึกษาจากหนังสือ อ่านหนังสือแล้วรู้ว่าศิลปินดังๆ คิดอย่างไร เป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง
3. ท่องโลกกว้าง ดูงานศิลปินระดับโลก
4. ความยากลําบากคือ แรงผลักดัน
ครั้งแรกที่ได้ยินคําว่า “แกะดํา” เขาบอกว่านี่คือตัวเขาเอง เพราะเป็นคนที่ไม่ทําอะไรเหมือนคนอื่น ชอบคิดแตกต่างบนพื้นฐานของเหตุผล เขาบอกว่างานของตนเองเป็นงาน Semi-abstract เพื่อต้องการสื่อให้คนเรียนรู้ได้เร็ว เข้าใจง่าย แต่ทิ้งช่องว่างให้คนสร้างจินตนาการกับผลงานได้ด้วย งานของเขาเป็นเฟอร์นิเจอร์กึ่งปฏิมากรรม เป็นงานไม้และงานเหล็ก ซึ่งในประเทศไทยมีผลงานของคุณไสยาสน์เพียงคนเดียว
เขาให้ความเห็นว่า “เราทํางานให้คนคิดยากทําไม คนไม่มีเวลามากขนาดนั้น” เขาจึงสร้างงานให้คนมีส่วนร่วมกับผลงานของเขา เขาเรียกงานของเขาว่าเป็นงาน Art ที่มีเหตุผล เป็นงาน Art ที่ใช้งานได้ด้วย
ผมถามว่าความคิดสร้างสรรค์ของศิลปินเกิดขึ้นได้อย่างไร คุณไสยาสน์บอกว่าเกิดจากการสร้างสม สร้างประสบการณ์ อ่านให้มาก ดูให้เยอะ อย่าเพียงคิดเรื่องจินตนาการ ต้องลงมือทําด้วย แล้วอย่าไปท้อแท้ ทําให้ตัวเองพอใจยังไม่พอ ต้องทําให้คนอื่นพอใจด้วย
เขาบอกว่า “ผมสร้างงานทุกวัน ความคิดมันวิ่งเข้ามาเองตลอดเวลา มีสมุดพกติดตัว 4 เล่มตลอดเวลา เอาไว้จดบันทึก คิดอะไรได้ ก็เขียนไป สร้างจินตนาการได้ ก็สร้างผลงานได้”
 |
 |
|
 |
 |
ความคิดเกิดจากการสังเกตสิ่งรอบๆ ตัว แล้วเลือกที่จะหยิบจับประเด็นที่น่าสนใจมานําเสนอในแง่มุมที่เป็นงานศิลปะ
งานที่คุณไสยาสน์สร้างขึ้นมาจึงเป็นการทบทวนความจําของผู้คน
วิธีคิดอีกประการหนึ่งที่น่าสนใจของคุณไสยาสน์คือไม่เอาเปรียบลูกค้า “ผมไม่ได้นึกเอาส่งเดชว่าจะตั้งราคาขนาดนี้ มันมีที่มาที่ไป มันยุติธรรมกับราคา คุณรับได้ก็รับไป”
ในอีกมุมหนึ่งเขาบอกว่า “มีคนมาซื้อโต๊ะ ผมบอกว่า 50,000 บาท เขาต่อเหลือ 30,000 บาท ผมบอกว่าได้เลย แต่ขอตัดขาโต๊ะออกข้างหนึ่ง เราต้องให้เกียรติวิชาชีพซึ่งกันและกัน” ผมให้ความเห็นเพิ่มเติมในกรณีดังกล่าวว่าเรื่องการต่อรองราคาเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจในการทําธุรกิจ
ไม่ว่าจะขอลดราคาซื้อผักซื้อปลาจากแม่ค้าเป็นเงินไม่กี่สิบบาท จนถึงการบีบราคาจนผู้ประกอบการหมดกําลังใจสร้างผลงานที่มีความเป็นเลิศ
คําถามที่อาจจะมีคนสงสัยว่าถ้าคนขายตั้งราคาสูงเกินจริง เราควรจะทําอย่างไร ก็เพียงไม่ซื้อแต่อย่าไปต่อรอง
คุณไสยาสน์พาผมกับคุณนฤมลเดินชมผลงานไม่ว่าจะเป็นงานไม้และงานเหล็ก ผลงานทุกชิ้นไม่ต้องปีนกระไดดู บอกแล้วเข้าใจทันทีว่าต้องการสื่ออะไร ในขณะเดียวกันงานของเขายังปล่อยให้จินตนาการของพวกเราเริ่มทํางานได้ด้วย
ระหว่างคุยกันผมเหลือบไปสังเกตเห็นภาพ Sketch ของคุณไสยาสน์ เลยขออนุญาตดู ในภาพมีคําพูดเขียนไว้ว่า
พูดจริงพูดน้อย
พูดไม่จริงพูดมาก
ไม่พูดเลยโง่
นอกจากนั้นเขายังมีความเห็นในเรื่องการศึกษาที่น่าสนใจว่า “บ้านเราต้องทําตามที่อาจารย์สอน อาจารย์บอกว่าผมให้คุณตก เพราะคุณคิดไม่เหมือนชาวบ้าน ให้ F หมดเลย”
ความเป็นแกะดําของคุณไสยาสน์คือ เป็นนักคิดที่เฉียบคม คิดอะไรที่เป็นจริง ไม่ปั้นแต่ง
ในช่วงเวลาที่ผมคุยกับคุณไสยาสน์ ผมรู้สึกว่าเขาเป็นปุถุชนคนหนึ่งที่เป็นมนุษย์เดินดินกินข้าวแกง ไม่มีการเสริมเติมแต่ง ทุกอย่างที่เป็นความเห็นของเขาสัมผัสได้ จับต้องได้ ทุกอย่างจริง และไม่มีอะไรที่เกินเลย ไม่เหมือนกับศิลปินบางคนที่ต้องทําตัวดูใหญ่เกินตัว ทําตัวเป็นจุดสนใจ เพื่อเป็นเครื่องมือทางการตลาดสร้างกระแสให้กับตัวเอง
คนอย่างคุณไสยาสน์นี่แหละครับคือตัวจริงที่เป็นศิลปินแกะดํา
 |
|
|
|
|
 |
|
 |
 |
หลักคิดสําคัญประการหนึ่งของพวกแกะดําคือใช้ชีวิตบนสิ่งที่ควบคุมได้ และไม่วนเวียนกับเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ เป็นหลักการง่ายๆ ที่มีพลังทําให้คนเรามีความสุขได้อย่างเหลือเชื่อ
เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วผมไปเที่ยวต่างจังหวัด แล้วพบเพื่อนคนหนึ่งเธอเล่าว่า เมื่อหลายปีที่แล้วรู้ว่าสามีมีปัญหาสุขภาพแล้วจะอยู่ด้วยกันไม่นานนัก ทั้งคู่ใช้เวลาอยู่พอควรในการปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ของชีวิต
จนกระทั่งวันหนึ่งทั้งคู่ลงความเห็นร่วมกันว่า วิธีใช้ชีวิตคือดูแลคุณภาพของการอยู่ร่วมกัน เพราะทั้งคู่รู้ดีว่าไม่สามารถควบคุมเวลาได้
นี่เป็นตัวอย่างที่ผมขอยกนิ้วโป้งให้กับการใช้เวลาอย่างมีความสุข แล้วไม่วิตกกังวลกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ คือตัวเวลาว่ามันเหลืออยู่เท่าไร ตลอดเวลาที่ผมนั่งฟังเพื่อนคนนี้คุยถึงสามีที่จากไปแล้ว ผมยังรับรู้ถึงความสุขจากการเล่าเรื่องของเธอ
หลักการนี้เป็นเหมือนเส้นผมบังภูเขา ลองไปใช้ดูซิครับ
 |
องค์กรใดสนใจให้ผมไปบรรยาย “วิธีคิดแบบแกะดํา” ติดต่อผมได้ที่ prasert@blacksheep.co.th สาระสําคัญคือการชี้ให้เห็นถึงความสําคัญของวิธีคิดแบบองค์รวม ที่นําด้วยสมองขวาแล้วตามด้วยสมองซ้าย องค์กรใดที่มีพนักงานคิดแบบแกะดําได้ จะเป็นองค์กรที่เติบโตด้วยสติปัญญา เกิดพัฒนาการใหม่ๆ อันเป็นผลมาจากความคิดริเริ่ม การบรรยายใช้เวลา 3 ชั่วโมง และขอให้ติดต่อผมล่วงหน้าสัก 3 อาทิตย์
 |
 |
|
|
|
 |