ในเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่งที่ผมและคุณนฤมลสัมภาษณ์พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี พวกเรามีข้อสรุปว่าท่านคืออัจฉริยะ เป็นนักคิดที่แหลมคมทั้งทางโลกและทางธรรม และท่านมีความห่วงใยในความผิดปกติของบ้านเมือง นี่เป็นที่มาของบทความนี้ที่ท่านให้แนวคิดแบบองค์รวมกับสังคมไทย

ท่าน ว. วชิรเมธีเกิดในครอบครัวชาวนา และโชคดีมากเพราะมีโยมแม่ที่ใฝ่รู้ ท่านเล่าว่าถ้าอยากรู้ว่าโยมแม่อยู่หรือไม่อยู่ให้ฟังเสียงวิทยุ เพราะโยมแม่ใช้วิทยุเป็นเครื่องมือในการหาความรู้ ทําให้พระอาจารย์มีอุปนิสัยชอบเรียนรู้ตั้งแต่เด็ก โยมแม่เปรียบเสมือนสํานักข่าว เป็นแหล่งรวมความรู้ของหมู่บ้าน เวลาของแม่จึงเป็นเวลาแห่งความคิด

ส่วนโยมพ่อใช้เวลาในการทํามาหากิน โยมพ่อไม่ได้เรียนหนังสือ ปัญญาของโยมพ่อเกิดจากประสบการณ์ สิ่งที่โยมพ่อสอนมาจากจินตนาการ และทักษะของชีวิต วิธีการสอนคือการเล่านิทานที่แต่งเองให้ลูกฟัง ที่สําคัญมีวิธีสอนโดยการทําให้ดูเป็นตัวอย่าง อย่างเช่นการให้ โยมพ่อจะเป็นคนตักอาหารแบ่งให้กับทุกคนในครอบครัว ก่อนที่จะตักให้ตนเองเป็นคนสุดท้าย

ส่วนโยมพี่ ที่เป็นพี่สาวมีอิทธิพลกับท่านพระอาจารย์ เพราะเป็นนักอ่าน ทําให้ท่าน ว. วชิรเมธีอ่านหนังสือคล่องตั้งแต่เด็ก และมีนิสัยรักการอ่านตั้งแต่เยาว์วัย

สภาพแวดล้อมของครอบครัวคือปัจจัยสําคัญที่เป็นส่วนผสมของชีวิตของท่านพระอาจารย์ โยมแม่ให้ข้อมูล โยมพ่อให้จินตนาการ โยมพี่ให้แรงบันดาลใจในเรื่องการอ่าน

พระอาจารย์บวชตั้งแต่อายุ 13 ปี ด้วยความที่เดินตามโยมแม่ไปวัดบ่อยๆ ทําให้เกิดศรัทธา ตั้งแต่อยู่ชั้น ป. 5 ท่านรู้เลยว่าชีวิตนี้ต้องเป็นพระสถานเดียว พระอาจารย์บอกว่า “ข้างในมันบอก เป็นการค้นพบด้วยตัวเอง ว่าเราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้” อีกสาเหตุหนึ่งที่ท่านอยากบวชเพราะต้องการเรียนรู้และมีโอกาสอ่านหนังสือ เพราะที่วัดมีห้องสมุดที่มีหนังสือดีๆ หลากหลายประเภท พระอาจารย์เล่าให้ฟังว่า “เวลาเจอหนังสือ เหมือนปลวกกินไม้”

ผมถามว่าทําไมท่านพระอาจารย์ถึงชอบอ่านหนังสือ ท่านบอกว่า เวลาอ่านหนังสือแล้วมีความสุข ประการที่สองการอ่านทําให้ได้สหวิทยาการ ปกติพระจะอ่านแต่ธรรมะ แต่พระอาจารย์อ่านหนังสือทุกประเภท ทําให้ท่านเรียนรู้ข้ามหมวดหมู่ ท่านให้ความเห็นว่าถ้าท่านสอนธรรมะกับผู้คน โดยขาดการเชื่อมโยงกับโลกแห่งความจริงก็เปรียบเสมือน “น้ำที่อยู่ในขวด แต่ไม่มีที่เปิดขวด” การเรียนเรื่องทางโลกคือสะพานที่เชื่อมโลกทั้งสอง ทําให้ท่านอธิบายธรรมะให้เกิดความกระจ่างกับผู้คนได้อย่างลึกซึ้ง

ประการสุดท้าย การอ่านคือการสร้างแรงบันดาลใจ เป็นอาหารทางปัญญา ท่านบอกว่าประโยคบางประโยคเป็นแรงผลักดันให้คิด และความคิดจะผลิแตกหน่อใหม่อยู่ตลอดเวลา ทําให้เกิดพัฒนาการของสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา “เพราะฉันไม่เคยเลิกอ่าน ทําเหมือนหายใจ ไม่ต้องพยายามเลย ทําให้เกิดความคิดทุกวัน”

พระอาจารย์จบเปรียญ 9 ประโยค และเรียนมาทางสายตรง ด้วยความที่ผมไม่แตกฉาน ผมถามว่าเรียนมาทางสายตรงคืออะไร การเรียนสายตรงหมายถึงการศึกษาพุทธศาสนาจากภาษาบาลี สันกฤต เป็นการเรียนที่แก่น ไม่ได้ผ่านการแปลเป็นภาษาไทย ทําให้ท่านมีความเข้าใจที่ราก ในขณะเดียวกันท่านจบปริญญาตรีทางโลก ทําให้ท่านมีความสามารถในการสื่อสาร โดยถอดความหมายที่แก่นแล้วแปลเป็นภาษาที่ผู้คนเข้าใจง่าย

ความพิเศษของท่านพระอาจารย์นอกจากเรื่องการสอนหลักธรรมะ ท่านยังเป็นนักปฏิบัติ ฝึกสมาธิ ภาวนาด้วย ท่านบอกว่า “เมื่อผู้พูดสอน มีคนฟัง เมื่อปฏิบัติ จะมีคนเชื่อ”

นอกจากนั้นท่านพระอาจารย์มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ ไปเห็นโลก ทําให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ เห็นเรื่องความเมตตาและระเบียบวินัยของชาติอื่น ตัวอย่างเช่นพระอาจารย์บอกว่าประเทศสหรัฐอเมริกาไม่ใช่เมืองพุทธ แต่มีความเป็นพุทธสูง หมายความว่า

มีศีล เพราะมี Rule of law ที่เข้มแข็ง คนในประเทศมีวินัย เคารพกฎกติกาของสังคม และคนที่ถืออํานาจรัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นนักการเมือง รวยหรือจน ซึ่งต่างจากเมืองไทยที่มีหลักเกณฑ์ในการใช้ Rule of law ที่ไม่มีความชัดเจน กฎหมายสําหรับคนจนในบ้านเราแข็ง แต่สําหรับคนรวยอ่อนยวบยาบ

มีใจสูง มีค่านิยมที่ถูกต้อง มีจิตสาธารณะสูง ตัวอย่างเช่น Al Gore แพ้การเลือกตั้งเพียงไม่กี่คะแนน แต่เขายอมแพ้ เพื่อให้ประเทศชนะ ตัวอย่างที่สองคือ Obama ชนะการเลือกตั้งเป็นตัวแทนของพรรค Democrat ในการสมัครเป็นประธานาธิบดี สุดท้ายเขาชวน Hillary Clinton มาร่วมคณะรัฐมนตรี ประเด็นคือประเทศชาติต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใด

ปัญญา คนไทยต่างจากคนในโลกตะวันตก ไม่ใช้ปัญญาในการจับประเด็นและแก้ปัญหา กลับใช้ความรู้สึกเป็นตัวจัดการกับอุปสรรคของชีวิต

พระอาจารย์พูดว่า “เราเป็นพุทธภาษาอะไร เราเป็นพราหมณ์ในนามพุทธ เป็นไสย์ในนามพุทธ เชื่อในพิธีรีตอง บนบานศาลกล่าว ไม่มีเหตุผล ใช้ความเชื่อมากกว่าความรู้ เราเป็นพุทธที่เปลือก ไม่ใช่พุทธที่แก่น เปลือกคือเน้นทําบุญ ทําทาน แก่นคือวิปัสสนา ดูสภาวะจิต”

ผมถามท่านพระอาจารย์ว่า วิกฤตของเมืองไทยเกิดจากอะไร และสังคมไทยจะเดินออกจากปัญหานี้ได้อย่างไร

ท่านให้ความเห็นว่า วิกฤตของประเทศมาจากสาเหตุที่ว่าสังคมไทยมีวิธีคิดที่ไม่ถูกต้อง เป็นการคิดแบบสุดโต่ง คิดแบบแยกส่วน ตัดทอนความจริง

คิดแบบสุดโต่งคือมีเพียงถูกกับผิด เหลืองกับแดง ซ้ายกับขวา บนกับล่าง ต้องเลือกข้าง คิดแบบสุดโต่ง นําพาไปสู่ความขัดแย้ง ไม่มีทางออกจากสมการของปัญหา การคิดแบบแยกส่วนและตัดทอนความจริง ตัวอย่างเช่น “คุณเกลียดปฏิวัติ แต่คุณไม่เกลียดคอรัปชั่น” เป็นการคิดที่พิจารณาอะไรเป็นส่วนๆ มองเฉพาะประเด็นที่ต้องการมอง แล้วตัดข้อเท็จจริงที่อยู่นอกสมการออกไป เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับตัวเอง




ท่านพระอาจารย์บอกว่าปัญหาของประเทศไทยมาจากสาเหตุ 5 ประการ

1. ปัญหาโครงสร้างอํานาจที่รวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง กรุงเทพฯคือประเทศไทย

2. อํานาจอยู่ในมืออภิสิทธิ์ชน เกิดการเอาเปรียบ ทรัพยากรอยู่ในมือคนไม่กี่คน อภิสิทธิ์ชนต้องการครองอํานาจรัฐเพื่อเข้าไปบริหารทรัพยากร คนเหล่านี้เมื่อเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน แทนที่จะทําเรื่อง Public service กลับทําเรื่อง Self service

3. การศึกษา ต้องพัฒนาให้คนมีปัญญา เพราะถ้าคนในประเทศไม่มีปัญญา ก็เดินหน้าประเทศไม่ได้ ท่านพระอาจารย์บอกว่า เมื่อประเทศญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่สองในปี 1945 รัฐบาลตั้งกองแปลหนังสือ เพื่อให้ความสําคัญกับการพัฒนาคุณภาพคน ทําให้คนในประเทศมีปัญญา ภายในเวลาเพียงสิบกว่าปี ประเทศญี่ปุ่นหลุดพ้นจากความล่มสลาย

4. สถาบันสงฆ์ พึ่งตนเองไม่ได้ เพราะต้องพึ่งการสนับสนุนจากภาครัฐ ทําให้ศูนย์กลางทางจริยธรรมอ่อนแอ

5. พราหมณ์และไสย์ที่คลุมสังคมไทยเป็นปัญหาของประเทศ ตัวอย่างเช่นเวลาบ้านเมืองมีปัญหาแทนที่ผู้นําของประเทศจะใช้สติปัญญาในการแก้ปัญหา กลับไปสะเดาะเคราะห์

และท่านพระอาจารย์ให้ความเห็นว่า จะแก้วิกฤติของประเทศนี้อย่างไร

1. ต้องเปลี่ยนวิธีคิด มาคิดแบบองค์รวม วิเคราะห์ปัญหาลักษณะองค์รวม จะทําให้เห็นห่วงโซ่แห่งความสัมพันธ์ สิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี สิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน เมื่อมองแบบนี้ สังคมไทยจะค้นพบทางออกจากวิกฤติ

สํานักคิดต่างๆ ต้องมองอะไร นอกเหนือวาระของตนเอง ไม่ใช่มุ่งเพียงแค่เรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องทหาร นักการเมือง หรือเศรษฐกิจ ต้องมองเหตุและปัจจัยแบบรอบด้าน มองเรื่องทั้งหมดเป็นภาพใหญ่ แล้วแก้ทุกส่วนพร้อมๆ กัน โดยเอาประเทศเป็นตัวตั้ง แล้วสังคมไทยจะแก้ปัญหาได้

2. คนไทยต้องเผชิญหน้ากับความจริง พวกเราต้องไม่มีวันลืมเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้น ต้องกล้าสบตากับความจริง แล้วใช้ปัญญาในการหาทางออก ทุกคนต้องมีความเชื่อว่าคนเล็กๆ แต่ละคนสามารถมีส่วนร่วม ในการเปลี่ยนแปลงประเทศ ด้วยการเปลี่ยนวิธีคิดของตนเอง แล้วกระจายออกไป ทําตัวเป็นน้ำที่กระเพื่อม แล้วรวมตัวเป็นคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลง

3. สังคมไทยต้องไม่ประนีประนอมกับเรื่องถูกผิด ทุกกรณีต้องว่าไปตามกฎหมาย ทําผิดไม่ใช่ออกกฎหมายนิรโทษกรรม

พระอาจารย์มีหลักในการสอนธรรมะโดยใช้หลัก Applied Buddhism เป็นพุทธศาสนาแบบรู้ร้อนรู้หนาวต่อสังคม พุทธต้องอยู่ในชีวิตจริง เป็นพุทธเชิงสังคม และเวลาทํางานจะไม่พูดเรื่องคน แต่พูดเรื่องความ ทําให้ทุกฝ่ายบริโภคปัญญาที่ท่านนําเสนอได้หมด

ท่านอยากมีพื้นที่เล็กๆ เป็นที่ทํางาน

ได้ทําสิ่งที่รัก คืองานเขียนหนังสือ

ขอให้มีอิสระภาพในการใช้ปัญญา

และขอให้มีสุขภาพดี

สุดท้ายท่านบอกว่ามีความสุขทุกๆ วัน



แกะดําท่านหนึ่ง คุณสิริชัย สิทธิสันต์ เขาเป็น Interior designer ที่มีจิตสาธารณะรวบรวมเพื่อนฝูงและคนในอาชีพเดียวกันได้จํานวนหนึ่งแล้วอยากช่วยผู้ประกอบการที่พบกับภัยพิบัติจากจากการเผาเมือง โดยเขากับทีมงานจะให้คําแนะนําในการออกแบบตบแต่งร้านค้าใหม่ให้กับใครก็แล้วแต่ที่ต้องตั้งตัวใหม่ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ คุณสิริชัยใช้ชื่อโครงการนี้ว่า “สร้างแบบสร้างชาติ” มีกติกาง่ายๆ ว่าผู้ประกอบการที่จะใช้บริการ ต้องเป็นกลุ่มคนที่ประสบกับความเสียหายในเหตุการณ์วันที่ 19 พฤษภาคม โดยติดต่อมาที่ mimdstudio@hotmail.com หรือที่ 080-550-8866 และผมขอขอบคุณคุณสิริชัยที่มีจิตอาสา ไม่เพียงแค่คิด แต่แปลสิ่งที่อยู่ในสมองเป็นการกระทํา

(อยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมของโครงการ ติดตามรายการ “รู้ทันประเทศไทย” ASTV วันพรุ่งนี้ 18.30 น.)

มีแรงออกแรง มีความคิดออกไอเดีย มีเงินออกเงิน

นี่คือตัวอย่างที่ดีมากของการสร้างชาติ คนไทยต้องไม่นั่งเฉยๆ แล้วกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม ทํางาน รับเงินเดือน แล้วหาความสุข

พวกเราต้องจําเหตุการณ์วันที่ 19 พฤษภาคม จําให้แม่น ไม่ขี้ลืม สําคัญต้องตระหนักว่าปัญหาของประเทศไม่ได้หายไปไหน พร้อมที่จะกลับมาได้ทุกเมื่อ และอย่าหวังว่าจะมีอัศวินม้าขาวชื่อนายกรัฐมนตรีมาเสกให้ปัญหาหายไป

ผมมีความเชื่อว่าถ้าคนไทยแต่ละคนคว้าหินคนละก้อนแล้วโยนลงทะเล ถ้าโยนเป็นจํานวนสิบล้านก้อน น้ำที่กระเพื่อมจะกลายเป็นคลื่นยักษ์

นี่คือทฤษฎีสร้างชาติที่ผมจะจัดทําเป็นหนังสือ “คู่มือสร้างชาติ” ออกวางขายภายในหนึ่งเดือนข้างหน้านี้

ไม่ได้หวังค้าขาย แต่ต้องการปลุกระดมคนไทยให้สนใจในความอยู่รอดของชาติ

เริ่มจากตัวคุณ ตัวผม และใครที่สนใจร่วมแรง ลงแขกสร้างชาติกันอีกครั้ง






มีผู้อ่านหลายท่านโทรมาถามผมเรื่อง Workshop “คิดและใช้ชีวิตแบบแกะดํา” ว่ามีประโยชน์อย่างไร

ผมมีความเชื่อว่าวิธีคิดคือ Operating software ของการเป็นมนุษย์ มันคือสิ่งสําคัญที่ขับเคลื่อนให้คนเรามีศักยภาพเต็มกระบอกสูบ ถ้าคุณมีคอมพิวเตอร์แต่ไม่มี Operating software ก็เท่ากับคุณมีขยะอยู่กองหนึ่งบนโต๊ะทํางาน

คนไทยส่วนใหญ่สนใจแต่องค์ความรู้ แต่ไม่สนใจในการพัฒนาวิธีคิด ทําให้กระบวนการในการสร้างประโยชน์จากความรู้ไม่มีประสิทธิภาพ ทุกคนสาละวนในการศึกษาเรื่องสร้างแบรนด์ เรื่อง Blue ocean strategy, Six sigma, Balanced scorecard แต่ลืมสร้าง Operating software ให้กับตัวเอง ผมไม่ได้บอกว่าองค์ความรู้ไม่สําคัญ แต่ผมกําลังบอกว่าวิธีคิดคือต้นน้ำของความสําเร็จ ต้องทําเรื่องนี้ก่อน แล้วค่อยไปหาองค์ความรู้

ผมใช้เวลากว่า 15 ปีพัฒนาวิธีคิดแบบแกะดําทําธุรกิจ เป็นการคิดแบบองค์รวม นําด้วยสมองขวาตามด้วยสมองซ้าย ซึ่งต่างจากวิธีคิดของคนไทยที่คิดด้วยสมองซ้ายเพียงข้างเดียว ยึดตรรกะและเหตุผล ผมมั่นใจว่าด้วยวิธีคิดนี้ทําให้ผู้คนรู้จักตั้งคําถาม แสวงหาคําตอบใหม่ได้ด้วยตัวเอง ทำให้คนเหล่านั้นมองเห็นโอกาสทางธุรกิจที่แกะขาวมองข้าม พัฒนาตัวเองสู่ความเป็นเลิศ และสุดท้ายตั้งตัวได้ หรือถ้าเป็นมือปืนรับจ้างก็ยิงปืนแม่นแบบจับวาง

Workshop มี 2 วัน 29-30 มิถุนายน ต้องการเข้าร่วมสมัครเข้ามาได้ โดยดูรายละเอียดจาก www.blacksheep.co.th/workshop รับเพียง 20 คน


PHOTO:
สถาบันวิมุตตยาลัย โดย ทรงพล เจษฎาอภิบาล