ตั้งแต่ผมเป็นเด็ก ผมไม่ชอบวิชาท่องจําที่ทําให้ผมกลายเป็นนกแก้วนกขุนทอง ผมมีความเห็นว่า สมองของคนเรามีไว้ “คิด” ไม่ได้มีไว้ท่องจําในสิ่งที่เราไม่สนใจ วิชาที่หนักข้อที่สุดคือวิชาชีววิทยาที่ ผมเรียนในช่วงมัธยมปลาย วิชานี้บังคับให้ผมท่องจําอวัยวะมนุษย์ตั้งแต่เส้นผมไปจนถึงส้นเท้า ผมเรียนวิชานี้เพียงครั้งเดียวผมก็เลิกเรียน เมื่อเพื่อนผมเรียนวิชาชีววิทยา ผมจะนั่งอยู่หลังห้องแล้วเอานิตยสาร Starpics กับ I.S. Song Hit มาอ่าน เมื่อเพื่อนผมท่องอวัยวะของมนุษย์ ผมจะท่องอันดับเพลง Cashbox และ Billboard

เมื่อไม่เรียน ตอนสอบผมก็ได้คะแนนศูนย์ พอผลสอบออกมาอธิการของโรงเรียนก็ให้ผมไปเชิญผู้ปกครองมาพบกับอธิการ ด้วยความหวังดีอธิการบอกว่า “เธอสอบวิชานี้ได้ศูนย์ แล้วเธอจะสอบผ่านตอนสอบไล่ปลายปีหรือ”

ผมเลยเชิญคุณแม่ไปพบ ด้วยความกลัวผมไม่กล้าบอกคุณแม่ว่าอธิการเชิญไปพบด้วยเรื่องอะไร คุณแม่เข้าไปคุยกับอธิการอยู่ครื่งชั่วโมง แล้วพาผมเดินกลับบ้านด้วยความที่บ้านผมกับโรงเรียนอยู่ใกล้กัน ระหว่างที่เดินคุณแม่ไม่คุยกับผมสักคํา ทําให้ผมเสียวสันหลังด้วยความตระหนักในความผิดของตนเอง พอถึงบ้าน คุณแม่เรียกผมมาคุย คุณแม่บอกผมว่า รู้ดีว่าผมคงไม่ชอบวิชาชีววิทยา และ คุณแม่ขอผมด้วยข้อแม้อยู่สองข้อ หนึ่งให้ผมสอบเทอมปลายให้ผ่าน สองให้ผมสอบเข้า มหาวิทยาลัยให้ได้

เมื่อได้ยินคําพูดของคุณแม่ ทําให้ผมมีความคิดบรรเจิดทันที ในข้อที่หนึ่ง​ผมบอกตัวเองว่าไม่ยาก เพราะระบบการศึกษาที่ผมเรียนเป็นระบบเปอร์เซนต์ ไม่ใช่ระบบหน่วยกิต ผมมีดีที่วิชาคํานวณ ดังนั้นได้ศูนย์อีกครั้งหนึ่งจากวิชาชีววิทยาตอนสอบไล่ก็ไม่เป็นไร เพราะวิชาอื่นๆของผมจะดึงค่าเฉลี่ยของคะแนนให้เกิน 50 เปอร์เซนต์ เป็นผลให้ผมสอบผ่านได้สบายๆ

ในข้อที่สอง ผมวางแผนล่วงหน้าว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรือที่เรียกกันว่าสอบ Entrance มีคณะอะไรบ้างที่ไม่ต้องสอบวิชาชีววิทยา ซึ่งมีเพียงคณะเดียวคือคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่สอบโดยใช้ วิชาสี่วิชา หนึ่งเลข สองวิชากลศาสตร์ สามวิชาเคมี สี่วิชาภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นหมวดหมู่วิชาที่ผม พอมีความถนัด ด้วยความมุ่งมั่นในที่สุดผมสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ได้สําเร็จ

ผมเล่าเรื่องมาซะยาว ประเด็นที่ผมต้องการสื่อให้ผู้อ่านคือคุณแม่ผมได้ให้สิ่งวิเศษสุดกับผมคือให้ผม ค้นหาตัวเอง ร้จักตัวเองดีพอที่จะสร้างเวทีของตัวเอง ให้ผมรู้จักบริหารจัดการตนเองในรูปแบบที่เป็นตัวผม ซึ่งผมต้องขอกราบขอบพระคุณคุณแม่ที่ได้ให้พรวิเศษทําให้ผมเดินเข้าไปในอนาคตโดยยึดหลักของการพึ่งตนเอง

ตอนเป็นเด็ก ผมเป็นคนที่ชอบฟังเพลงมาก ลมหายใจเข้าออกเป็นเสียงเพลง ผมใช้เวลาอยู่กับวิทยุมากกว่าหนังสือ ผมจําชื่อและประวัติของวงดนตรีทุกวงได้อย่างแม่นยํา และจําอันดับเพลงได้ดีกว่าประวัติของกรุงศรีอยุธยาเสียอีก

พอเข้าช่วงวัยรุ่น ผมก็จะขอคุณแม่ไปฟังเพลงตามสถานที่ต่างๆที่มีการแสดงสดของวงดนตรี เริ่ม สะสมแผ่นเสียงด้วยการสนับสนุนในเรื่องทุนทรัพย์จากคุณแม่ คุณแม่ไม่เคยพูดอะไรที่ผมใช้เวลาเกินเลยเรื่องดนตรี เพราะคุณแม่ให้ผมมีอิสระในเวทีที่ผมเลือก

สิ่งเดียวที่คุณแม่ชี้แนะคือเรื่องการศึกษา

คุณแม่จูงมือผมและน้องไปเรียนพิเศษภาษาอังกฤษกับคนต่างชาติชาวโปรตุเกสตั้งแต่พวกเรายังเป็นเด็กมากๆ ตอนนั้นไม่ได้นึกอะไร วันนี้พวกเราขอขอบพระคุณในวิสัยทัศน์และการมองการณ์ไกล ของคุณแม่ คุณแม่เป็นคนสร้างโอกาสให้พวกเราสองพี่น้องได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ซึ่งเป็นรากฐานทําให้พวกเราคิดและเรียนรู้สิ่งต่างๆได้ด้วยตัวเอง

อิสระและโอกาสคือ Foundation ของความเป็นแกะดํา เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่คุณแม่มอบให้ผม ตั้งแต่ยังเยาว์วัย เป็นหัวเชื้อของการพัฒนาตัวเอง

คุณแม่ผมคือประธานกิตติมศักดิ์ของชมรม “แกะดําทําธุรกิจ”

ผมเคยบอกกับคุณพ่อคุณแม่ว่า พวกเราขอขอบพระคุณในการสนับสนุนของท่านทั้งสอง ที่ทําให้ พวกเราที่เป็นเพียงลูกชาวบ้านเดินทางมาได้ไกลมากจากจุดที่เราเคยยืน มีความสําเร็จในการดําเนินชีวิตอย่างที่เราไม่เคยคาดคิด และท่านทั้งสองคือต้นเหตุแห่งความสําเร็จนั้น

ผมทํางานในช่วงหกปีแรกหลังจากจบการศึกษาด้วยการเป็นวิศวกรในโรงงาน เมื่อทํางานไปได้สอง ปีผมก็รู้ตัวว่าอาชีพนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผมถนัด แต่ผมไม่มีทางเลือกต้องทนทํางานแบบไม่มีความสุข ในขณะเดียวกันผมศึกษาต่อทางด้านการบริหารจัดการควบคู่กับการทํางานไปด้วย

จุดเปลี่ยนของชีวิตผมเกิดขึ้นจากการที่ผมเรียนจบปริญญาโท วันหนึ่งผมมาเดินเล่นที่ถนนสีลมแล้ว มีโอกาสพบกับเพื่อนนักเรียนในสมัยมัธยม เขาทักผมว่ามาทําอะไรแถวนี้ ด้วยความตรงไปตรงมา เลยบอกกับเพื่อนคนนั้นว่าผมกําลังเบื่องาน เพื่อนผมบอกว่า “สนใจงานเป็น AE ไหมที่บริษัทกําลังเปิดรับสมัครอยู่พอดี”

ผมตอบกลับทันทีว่าสนใจ ทั้งๆที่ยังไม่รู้เลยว่าตําแหน่ง AE นี้ทําหน้าที่อะไร เพื่อนผมพาผมไปเขียนใบสมัครที่บริษัท Ogilvy & Mather ในวันนั้น พร้อมกับผ่านการสัมภาษณ์ครั้งแรกในวันเดียวกัน จากนั้นทางบริษัทเรียกผมสัมภาษณ์เพิ่มเติมอีกสองครั้ง

สุดท้ายผมผ่านการสัมภาษณ์กับคุณสุนันทา ตุลยธัญซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของ Ogilvy & Mather ในขณะนั้น แล้วทางบริษัทก็เสนองานตําแหน่ง Account Executive ให้ผม ทั้งๆที่ผมไม่เคยมีประสบการณ์ในงานโฆษณาแม้แต่น้อย ที่สําคัญพื้นฐานการศึกษาของผมก็ไปคนละแนวทางกับงานที่ผมต้องรับผิดชอบ นี่คือจุดหักเหครั้งสําคัญในชีวิตผม ซึ่งผมขอขอบพระคุณคุณสุนันทา ตุลยธัญที่หยิบยื่นโอกาสให้ผมได้เดินเข้าไปในโลกใหม่ เป็นโลกที่สอนให้ผมคิดด้วยความคิดสร้างสรรค์ แบบมีตรรกะ

เป็นผลให้ผมมีโอกาสเรียนรู้ตัวเองว่าผมเป็น “แกะดําทําธุรกิจ”

ขอขอบพระคุณอีกครั้งด้วยความจริงใจครับ